ถั่วงอกหลากชนิดและวิธีการนำมารับประทานง่าย ๆ แบบญี่ปุ่น

ถั่วงอกเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแต่มีราคาถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับผักอื่น ๆ ในญี่ปุ่นมีถั่วงอกหลากหลายชนิดที่สามารถนำมาใช้ปรุงอาหารเมนูที่แตกต่างกันได้ มารู้จักถั่วงอกแบบต่าง ๆ และวิธีการนำมารับประทานง่าย ๆ ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายกันนะคะ

ชนิดของถั่วงอกและเมนูที่นำไปใช้ปรุงอาหาร

ถั่วงอกจากถั่วเขียว

ถั่วงอกจากถั่วเขียวมีลำต้นอวบแต่ไม่มีรสชาติ เป็นถั่งงอกที่บริโภคถึงร้อยละ 90 ในญี่ปุ่น เมนูที่นิยมคือ นำมาใส่ราเม็ง ผัด และถั่วงอกหม้อไฟ เป็นต้น

ถั่วงอกจากถั่วเขียวเปลือกดำ

ถั่วงอกจากถั่วเขียวเปลือกดำมีเนื้อสัมผัสกรอบ มีความหวานตามธรรมชาติ และมีลำต้นผอมกว่าถั่วงอกจากถั่วเขียว เมนูที่นิยมคือ นำมาใส่ราเม็ง ยากิโซบะ และโอโคโนมิยากิ เป็นต้น

ถั่วงอกจากถั่วเหลือง

ถั่วงอกชนิดนี้จะมีหัวใหญ่ มีเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์และมีรสหวานตามธรรมชาติ วิธีการนำมารับประทานโดยนำมาผัด เป็นเครื่องเคียงแบบเกาหลีหรือนามุล (Namul) และซุป เป็นต้น

ประโยชน์ของถั่วงอก

ถั่วงอกอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนดังต่อไปนี้

– วิตามินซีซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันไข้หวัด และช่วยให้ผิวพรรณสวยงาม

– เส้นใยอาหารที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันท้องผูกและทำให้อิ่มท้องไว เหมาะสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

– โพแทสเซียมซึ่งช่วยลดความดันโลหิต ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตที่ดี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

– กรดแอสปาติก (aspartic acid) ซึ่งช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า

ถั่วงอกจากถั่วเหลือง แหล่งสำคัญของไอโซฟลาโวน

ถั่วงอกจากถั่วเหลืองเป็นถั่วงอกที่มีโอโซฟลาโวนสูงกว่าถั่วงอกจากถั่วเขียวถึง 1.3 เท่า โดยถั่วงอกจากถั่วเหลือง 200 กรัมจะมีไอโซฟลาโวนถึง 56 มิลลิกรัม ไอโซฟลาโวนมีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันความผิดปกติที่เกิดในช่วงการหมดประจำเดือนของผู้หญิงและช่วยให้กระดูกแข็งแรง นอกจากนี้ ถั่วงอกจากถั่วเหลืองยังมีปริมาณ GABA สูงกว่าถั่วงอกจากถั่วเขียวถึง 6 เท่า โดย GABA มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดอาการกระวนกระวายใจและช่วยให้นอนหลับสนิท เป็นต้น

วิธีทำเมนูถั่วงอก “เครื่องเคียงนามุล”

เครื่องเคียงนามุลเป็นเมนูถั่วงอกที่ทำได้ง่าย ๆ แถมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มาดูวิธีทำกันค่ะ

 

วัตถุดิบ

  • ถั่วงอก 1 ถุง ประมาณ 200 กรัม
  • น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • โชยุ ½ ช้อนโต๊ะ
  • งาขาวคั่วตามชอบ

วิธีการทำ

1. นำถั่วงอกล้างสะอาด เข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 4 นาที แล้ววางไว้ให้เย็น

2. บีบน้ำออกจากถั่วงอกและนำใส่ในถ้วย

3. เติมส่วนผสมของน้ำมันงา เกลือ และโชยุ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงเติมงาคั่วลงไป ทั้งนี้อาจจะเติมกระเทียมขูด พริกป่น หรือน้ำปลาลงไป เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้น

แม้ว่านามุลจะเป็นเครื่องเคียงแบบเกาหลี แต่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานมาก มีการปรับเปลี่ยนเติมผักกรุบกรอบ เช่น แตงกวาหั่น สาหร่ายวาคาเมะ เห็ดหูหนู และน้ำส้มหมักตามชอบลงไปจนกลายเป็นยำญี่ปุ่นในที่สุด ด้วยประโยชน์ที่มากมายของถั่วงอก ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเมนูง่าย ๆ จากถั่วงอกมาก มีเวลาลองทำเมนูดังข้างต้นดูนะคะ    สล็อตเว็บตรง

ชีสเยิ้ม ๆ จัดหนักจัดเต็ม! กับ 7 ร้านชิคาโกพิซซ่าในโตเกียว

“Chicago Pizza” เริ่มเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา สำหรับคนไทยเองอาจจะไม่ค่อยนิยมทานเท่าไหร่ ชิคาโกพิซซ่าเป็นพิซซ่าสูตรพิเศษที่มีต้นกำเนิดในชิคาโก มีขอบที่สูงหนาเหมือนเค้กหรือพาย มีหน้าที่อัดแน่นไปด้วยชีสและซอสมะเขือเทศ ใครที่ชอบทานพิซซ่าจะต้องถูกใจอย่างแน่นอน วันนี้เราจะมาแนะนำร้านชิคาโกพิซซ่าที่หาทานได้โตเกียว คนรักชีสรักพิซซ่าเตรียมไปตามรอยได้เลย!

UNTITLED

 

 

ร้านแรกคือ “UNTITLED” ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาทีจากสถานีชิบูย่า เป็นร้านที่หลายคนมักจะนึกถึงหากพูดถึงชิคาโกพิซซ่า และเป็นร้านยอดนิยมที่เคยออกรายการโทรทัศน์ด้วย โดดเด่นด้วยแป้งพิซซ่าสีดำจาการผสมผงถ่านไม้ไผ่ แป้งยังมีความหนาจนควรแบ่งกันทานสองคนแม้จะเป็นไซส์เล็กก็ตาม เป็นร้านน่ารัก ๆ ที่เหมาะสำหรับการออกเดทและไปกับกลุ่มเพื่อนสาว

UeCONA

 

 

ร้านต่อมาคือ “UeCONA” ตั้งอยู่ระหว่างสถานีชิบูย่าและสถานีชินเซ็น เป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่ตกแต่งด้วยแสงไฟสลัวในบรรยากาศแบบโมเดิร์น แถมยังมีชิคาโกพิซซ่าที่แสนคุ้มค่าในราคาเพียง 1,000 เยน ชีสเยิ้ม ๆ ยืดยาว เข้ากันได้อย่างดีกับซอสเนื้อที่แค่เห็นก็น้ำลายไหล นอกจากนี้ยังมีพิซซ่าแบบอื่น ๆ ให้ได้ลองอีกมากมายตามชอบ

Meat&Cheese ARK

 

 

ร้านต่อมาคือ “Meat&Cheese ARK” ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีจากสถานีชินจูกุ ภายในร้านมีบรรยากาศสบาย ๆ มีที่นั่งหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ โต๊ะ โซฟา โคทัตสึ และห้องส่วนตัว จุดเด่นคือแป้งของชิคาโกพิซซ่าร้านนี้เป็นสีแดงจากการผสมมะเขือเทศลงไปในแป้ง สีหวานแบ๊วกรุบมาก ๆ มาพร้อมชีสเยิ้ม ๆ ยืด ๆ สะใจคนรักชีส ต้องเตรียมกล้องให้พร้อมถ่ายเลยนะคะ

UMI Bal

 

 

ร้านต่อมาคือ “UMI Bal” ใช้เวลาเดินประมาณ 8 นาทีจากสถานีชินจูกุ เป็นร้านอาหารยอดนิยมที่สามารถเพลิดเพลินกับอาหารทะเลสไตล์อิตาเลียน การตกแต่งภายในร้านทำจากไม้และมีบรรยากาศที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับการนัดเพื่อนสาวมาทานข้าวเม้าท์มอย เมนูยูนีคที่หาทานได้แค่ที่นี่คือ ชิคาโกพิซซ่าฟักทอง แค่ชื่อก็น่าทานแล้วล่ะค่ะ แถมยังสามารถราดน้ำผึ้งเพิ่มเติมเพื่อลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ ของพิซซ่าได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่น ๆ ที่ถ่ายรูปลงไอจีสวย ๆ ได้อีกมากมายเลยทีเดียว

BUTCHER REPUBLIC EBISU CHICAGO PIZZA & BEER

 

 

 

ร้านต่อมาคือ “BUTCHER REPUBLIC EBISU CHICAGO PIZZA & BEER” ใช้เวลาเดินประมาณ 3 นาทีจากสถานีเอบิสุ สามารถเพลิดเพลินกับอาหารที่ให้ปริมาณอย่างจุใจ พร้อมกับคราฟต์เบียร์จากเบลเยียม อเมริกา และญี่ปุ่น มีชิคาโกพิซซ่าหลากหลายแบบที่อบในเตาหิน ใส่วัตถุดิบบนหน้าแน่น ๆ จุก ๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบชีส ร้านนี้ยังมีสาขาที่ชินากาวะและคันดะอีกด้วยค่ะ

DEVIL CRAFT

 

 

ร้านต่อมาคือ “DEVIL CRAFT” ใช้เวลาเดินประมาณ 3 นาทีจากสถานีโกตันดะ นอกจากนี้ยังมีสาขาที่คันดะ ฮามามัทสึโจ และจิยูกาโอกะ แต่ละที่อยู่ไม่ห่างจากสถานีมากนัก ใช้เวลาเดินไม่เกิน 5 นาที เป็นร้านที่จำหน่ายชิคาโกพิซซ่ามาประมาณ 10 ปี ทำให้มีความพิถีพิถันในการทำมาก เมนูที่นิยมมากที่สุดคือ “The Devil Works” ซึ่งมีทั้งเนื้อ ผัก และมะกอก ใช้เวลาในการอบพอสมควรเพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่ดีที่สุด หากมีเวลาก็ลองแวะไปทานกันนะคะ

THE ROOFTOP BUTCHER CHICAGO PIZZA & BEER

 

 

ร้านสุดท้ายคือ “THE ROOFTOP BUTCHER CHICAGO PIZZA & BEER” ใช้เวลาเดินประมาณ 2 นาทีจากสถานีคิจิโจจิ มีที่นั่งแบบเทอร์เรสบนดาดฟ้าแบบเปิดโล่ง บรรยากาศดีสุด ๆ ที่นี่มีชิคาโกพิซซ่าหลากหลายแบบ เมนูแนะนำคือ “Tokyo Traditional” เป็นชิคาโกพิซซ่าชั้นเลิศที่มีมอสซาเรลล่าชีส ซอสมะเขือเทศ และพริกไทยญี่ปุ่น

น่าทานทุกร้านเลยจริง ๆ ต้องหาโอกาสไปลองทานให้ครบทุกร้านซะแล้ว ^^        สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

พัฒนาการของธุรกิจร้านอิซากายะในญี่ปุ่น จาก “ขายเหล้าและกับแกล้ม” จนถึง “ฟู้ดเอนเตอร์เทนเมนต์”

เดี๋ยวนี้ในเมืองไทยร้านอาหารญี่ปุ่นแนว “อิซากายะ” คือขายอาหารแนวกับแกล้มกับเหล้าเบียร์นี่ เริ่มจะเป็นที่รู้จักและนิยมในหมู่คนไทยมากขึ้นนะครับ การไปนั่งกินร้านแบบนี้มันให้อารมณ์สนุกสนานคนละอย่างกับการไปนั่งร้านอาหารญี่ปุ่นแบบเดิมๆ ที่เราคนไทยเคยรู้จักกันทีเดียว วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอเรื่องราวของพัฒนาการของธุรกิจร้านอิซากายะในญี่ปุ่นตั้งแต่ยุค 70 กันจนถึงยุคโซเชียลเลยนะครับ

ประวัติความเป็นมาของร้านอิซากายะ

ความนิยมในการกินข้าวหรือสังสรรค์นอกบ้านในญี่ปุ่นน่าจะบูมตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1970 (ส่วนไทยนั้นเศรษฐกิจก็เริ่มบูมตั้งแต่ปลายยุค 70 จนตลอดยุค 80 เลยทีเดียว ยุคนั้นคนมีเงินใช้คล่องและพร้อมจะจ่ายเงินเพื่อความสุขในการกินนอกบ้านหรือกินอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ จากเมืองนอก) ธุรกิจร้านอาหารจำพวกขายเหล้าและกับแกล้มอย่างที่เรียกว่า “อิซากายะ” นั้น เติบโตด้วยอัตราเลขสองหลักทุกปีๆ ซึ่งรูปแบบธุรกิจของอิซากายะในยุคนั้นคือการขายอาหารมีเมนูทุกอย่าง คือมีซาซิมิ ยากิโทริ กับแกล้มเล็กๆ มีข้าวขายด้วย ตัวอย่างของบริษัทที่รุ่งเรืองได้ด้วยโมเดลธุรกิจแบบนี้ก็คือ Watami ซึ่งได้หันมาเปิดร้านอิซากายะ “วาตามิ” (和民) ในปี พ.ศ. 2535 แล้วกิจการก็รุ่งเรืองจนได้เข้าตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2541 แต่ต่อมาพอโมเดลธุรกิจของร้านแบบ “มีเมนูทุกอย่าง” เริ่มจะไปได้ไม่ดี ก็เลยเกิดการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เกิดเป็นร้านที่เน้น “เมนูเฉพาะทาง” อย่างร้าน “Torikizoku” ชูไก่ย่าง (ยากิโทริ) เป็นจุดขาย หรือร้านเน้นขายเกี๊ยวซ่าเป็นตัวชูโรง อย่าง “Dandadan Sakaba” แล้วกลายเป็นว่าร้านอิซากายะแนว “เมนูเฉพาะทาง” กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ไป ผู้เขียนไปเจอร้านแนวนี้ที่ขายยากิโทริเป็นตัวชูโรงตรงแยกสุทธิสาร-รัชดามานะครับ แสดงว่าเรารับเอาไอเดียธุรกิจแบบญี่ปุ่นเข้ามา (อีก) แล้ว

 

อย่างไรก็ดี โดยภาพรวม ธุรกิจอิซากายะในญี่ปุ่นนั้นถือว่าผ่านเลยจุดสูงสุดไปแล้ว จากข้อมูล “แนวโน้มขนาดตลาดธุรกิจร้านอาหาร” ซึ่งเผยแพร่โดย “กองทุนความปลอดภัยวางใจได้ด้านอาหาร” (食の安全・安心財団) ยอดขายของร้านอิซากายะและโรงเบียร์ได้เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ในช่วงทศวรรษที่ 1980 และถึงจุดสูงสุดในปี 1992 (พ.ศ. 2535) โดยพุ่งไปถึง 1,462,900 ล้านเยน แต่พอมาถึงปี พ.ศ. 2560 ตกลงมาเหลือแค่ 1,094,000 ล้านเยน คือเหลือราว 70% ของยุครุ่งเรือง การที่ยอดขายตกลงมานั้นส่วนหนึ่งเพราะผู้บริโภคพฤติกรรมเปลี่ยนไปด้วย จากการไป “นั่งกินข้าวตามร้านอาหาร” กลายเป็น “ไปซื้อกับข้าวกลับมากินที่บ้าน” มากขึ้น แน่นอนว่าร้านที่เน้นการนั่งกินดื่มอย่างอิซากายะยอดขายก็ต้องตก (อาจเปรียบเทียบกับกรณีโควิดในบ้านเรา อาหารบางอย่างอาจยังขายได้ในรูปแบบเดลิเวอรี่ แต่ร้านกินดื่มจำพวกร้านอาหารกึ่งผับนี่เซไปเลยครับ) นอกจากนี้ ยอดการบริโภคเหล้าเบียร์ของคนญี่ปุ่นก็ยังลดลงด้วย จากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เผยแพร่โดยสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม พบว่าปริมาณการขนส่ง (ปริมาณการจัดส่งที่ต้องเสียภาษี) ของเบียร์ในประเทศลดลงประมาณ 25% ในช่วง 10 ปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2560 ส่วนเซฉุ (เหล้าขาว) ลดลงราว 29% ภายใน 10 ปี

ทำไมร้านที่ “มีเมนูทุกอย่าง” ถึงเสื่อมความนิยม?

ในสมัยก่อนผู้บริโภคต้องการ “ร้านที่จะสั่งอะไรกินก็ได้ มีทุกอย่าง” แต่พอเวลาผ่านไป ผู้บริโภคที่ญี่ปุ่นก็เริ่มต้องการอาหารที่เป็น “รสแท้ ของจริง” มากขึ้น (ลองนึกภาพตามนะครับเอาอย่างเมืองไทยเนี่ย ราดหน้าในร้านอาหารตามสั่ง กับราดหน้าของร้านราดหน้า คุณผู้อ่านว่าอันไหนน่าจะอร่อยกว่ากันครับ? นั่นแหละครับ คนญี่ปุ่นก็คิดแบบนั้นแหละ) ยิ่งกว่านั้น ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงปัญหาเรื่อง “อาหารปลอม” “อาหารเป็นพิษ” และเรียกร้อง “ความปลอดภัยวางใจได้ของอาหาร” และ “รสแท้ ของจริง” มากขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้บริโภคต้องการ “กินยากิโทริที่ทำจากไก่ในประเทศในร้านเฉพาะทาง มากกว่าจะกินยากิโทริที่ทำจากเนื้อไก่นำเข้าจากต่างประเทศ (และก็เสียบไม้สำเร็จจากโรงงาน ร้านก็ซื้อเอามาเวฟเฉยๆ แล้วขาย) ที่อิซากายะทั่วๆ ไป” ซึ่งตรงนี้กลายเป้นจุดขายของร้าน Torikizoku ว่า ใช้ไก่ในประเทศ เสียบไม้ปิ้งสดๆ ในร้าน (ซึ่งในร้านจำพวก “มีเมนูทุกอย่าง” ทำอย่างนั้นไม่ได้แน่นอน)

อย่างไรก็ดี ธุรกิจร้านอิซากายะของญี่ปุ่นเริ่มใช้กลยุทธ์การขาย “อาหาร+ความบันเทิง” ในรูปแบบที่ขอเรียกว่า “อิซากายะแบบโรงมหรสพ” (劇場型居酒屋) โดยบริษัทอีทจอยฟู้ดเซอร์วิส (EJFS) ที่นาโกย่า ได้เปิดร้าน “Mainichi! Hokkaido Bussanten Neo Robata Donan-norin-suisanbu” 毎日!北海道物産展 ネオ炉端 道南農林水産部 (ชื่อหรือนั่น อะไรจะยาวปานนั้น) ชูคอนเซปต์ขายอาหารบวกการสร้างความบันเทิงด้วยอาหาร “ฟู้ดเอนเตอร์เทนเมนต์” เช่น เอาไข่หอยเม่นสูดหรู “เอโซะบาฟุนอูนิ” มาโชว์ทำข้าวห่อสาหร่ายจะๆ ตรงหน้าลูกค้า หรือเอาไข่ปลาแซลมอนมาเทราดข้าวโชว์จนล้นกันให้ดูจะๆ (โปรดดูในยูทูบข้างล่าง) ปรากฏว่าแนวนี้โดนใจลูกค้าผู้หญิงและคู่รักหนุ่มสาว เรียกว่าเวลาพนักงานยกอาหารมาโชว์ ลูกค้าพากันถ่ายรูปถ่ายคลิปกันตรึม (เรื่องการทำอะไรให้ดูเจ๋งๆ แบบว่าต้องมาเพื่อถ่ายรูปอวดกันลงโซเชียลก็เป็นอะไรที่ใช้ได้กับเมืองไทยเช่นกัน) พอมีโชว์แบบนี้ ยอดขายจากที่เคยเป็นอิซากายะธรรมดาๆ ที่ชักจะซบเซา กลายเป็นยอดขายต่อเดือนพุ่งขึ้นเป็นสามเท่าเลยทีเดียว

 

ธุรกิจร้านอาหารยุคนี้ต้อง Social Network+Food Entertainment?

ผู้เขียนคิดว่าธุรกิจอาหาร ร้านกินดื่มนอกบ้านในยุคนี้ไม่ว่าจะเมืองไทยหรือญี่ปุ่น ถ้าอยากจะให้ร้านดัง ขายดี ต้องมีสองคำนี้คือ Social Network กับ Food Entertainment คือต้องมีอะไรที่คนไปนั่งกินแล้วถ่ายรูปอวดชาวบ้านได้ จริงๆ แล้วการเอาอาหารมาสร้างความบันเทิงไม่ใช่ของใหม่ เมืองไทยเราเคยมีผักบุ้งลอยฟ้า ไก่ย่างภูเขาไฟ มาจนถึงวันนี้ที่เรามีปาท๋องโก๋รูปไดโนเสาร์ บะหมี่ถาดยักษ์แบบที่ต้องเรียกคนแปดคนมานั่งกิน หรือ “ไก่ทอดมือเหล็ก” โชว์การทอดไก่แบบเอามือเปล่าจุ่มน้ำมันร้อนๆ ที่พูดมานี่ก็ถือว่าเป็น Food Entertainment กันทั้งนั้น มันอยู่ที่ใครจะเอาแนวคิดการใช้อาหารสร้างความบันเทิงมาใช้กับอะไร ซึ่งมาวันนี้ญี่ปุ่นเขาเอามาใช้กับอิซากายะแล้ว ร้านอาหารกึ่งผับเมืองไทยถ้ามีใครจะประยุกต์ใช้ตรงนี้บ้างก็คงจะสร้างสีสันไม่น้อยนะครับ    UFABET เว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. ประธานบริษัท Demae-can ท้าชนเป้าหมาย “ยอดขายเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า” มุ่งเป้าฟู้ดเดลิเวอรี่เติบโตต่อไปอีกสามปี
  2. “Spirited Away” อัปเดตข้อมูลรายได้สูงสุด ส่งให้ “ดาบพิฆาตอสูร” มีรายได้ตามหลังอยู่ถึง 1,400 ล้านเยน
  3. เจาะลึกโมเดลธุรกิจร้านอาหารแนวกับแกล้มราคาถูก “ทุกจานราคาเดียว” จากญี่ปุ่นถึงเมืองไทย
  4. ชาวเมืองร่วมไว้อาลัยที่ “ต้นชิมูระ เคน โนะ คิ” หน้าสถานีฮิกาชิมูระยามะ โตเกียว

ประโยชน์ของผลไม้แห้งและวิธีการทำผลไม้แห้งโดยใช้ไมโครเวฟ

ผลไม้แห้งเป็นอีกหนึ่งของว่างที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานเพื่อความงามและสุขภาพที่แข็งแรง มารู้ประโยชน์ของผลไม้แห้งและวิธีการทำผลไม้แห้งแบบง่ายๆ โดยใช้ไมโครเวฟกันนะคะ

ประโยชน์ของผลไม้แห้ง

ช่วยปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้และบรรเทาอาการท้องผูก

ผลไม้แห้งอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารทั้งเส้นใยชนิดละลายน้ำได้ซึ่งเป็นอาหารที่ดีของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ และเส้นใยที่ละลายน้ำไม่ได้ซึ่งช่วยปรับให้สภาพแวดล้อมในลำไส้ดีขึ้นและบรรเทาอาหารท้องผูกได้ดี การรับประทานผลไม้แห้งที่มีเส้นใยอาหารสูงติดต่อกันประมาณ 2 อาทิตย์ จะเปลี่ยนระบบขับถ่ายที่มีปัญหาให้กลับมาเป็นปกติได้

ผลไม้แห้งที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น บลูเบอร์รี่ (เส้นใยอาหาร 17.6 กรัมต่อ 100 กรัม) ลูกพลับแห้ง (เส้นใยอาหาร 14 กรัมต่อ 100 กรัม) พุทราจีน (เส้นใยอาหาร 12.5 กรัมต่อ 100 กรัม) พรุน (เส้นใยอาหาร 7.2 กรัมต่อ 100 กรัม) และกล้วย (เส้นใยอาหาร 7 กรัมต่อ 100 กรัม) เป็นต้น

เป็นตัวช่วยที่ดีในการลดน้ำหนัก

นอกจากจะมีเส้นใยอาหารสูงแล้ว ผลไม้แห้งจัดเป็นอาหารที่มีค่า GI (Glycemic Index) ต่ำ ซึ่งหมายความว่าเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วแล้วน้ำตาลจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้า ทำให้อิ่มนานและไม่รู้สึกอยากรับประทานจุกจิกระหว่างมื้ออาหาร จึงเหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะนอกจากจะพึงใจจากการได้รับประทานของหวานแล้วก็ยังทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานด้วย

ดีต่อความงามและสุขภาพของคุณผู้หญิง

ผลไม้แห้งมีสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อความงามและการคงสภาพที่ดีของร่างกาย เช่น ลูกเกดและลูกฟิกแห้งมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งช่วยป้องกันโรคโลหิตจางในผู้หญิงและหญิงมีครรภ์ แอพริคอต มะม่วง และลูกพลับแห้งมีบีต้า แคโรทีนสูง ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย วิตามินเอช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนังและช่วยป้องกันการเกิดสิวในผู้ใหญ่ได้ดี บลูเบอร์รี่อุดมไปด้วยแมงกานีสซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดี และแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความแก่และช่วยบำรุงสายตา อินทผาลัมอุดมไปด้วยโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยชะลอความแก่ และกล้วยซึ่งอุดมไปด้วยโพลีฟีนอล แมกนีเซียมและโพแทสเซียม เป็นต้น

วิธีการทำผลไม้แห้งโดยใช้ไมโครเวฟ

การทำผลไม้แห้งนั้นทำได้ทั้งการนำมาตากแดด อบ และไมโครเวฟ สำหรับผู้เริ่มทำผลไม้แห้งใหม่ก็ขอแนะนำให้ใช้ไมโครเวฟ ซึ่งมีวิธีการทำง่ายๆ ดังนี้ คือ

1. นำผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล และกีวี่ มาปอกเปลือกและหั่นให้มีความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร

2. นำผลไม้ที่เตรียมเสร็จแล้ววางเรียงบนภาชนะทนร้อนที่รองไว้ด้วยกระดาษรองอบหรือกระดาษชำระสำหรับงานครัว นำเข้าไมโครเวฟที่ 500 วัตต์ เป็นเวลา 1 นาที

 

3. เปลี่ยนกระดาษรองอบใหม่ และไมโครเวฟต่ออีก 1 นาที

4. ทำซ้ำขั้นตอนที่ 3 อีก 2-3 ครั้งหรือจนไม่มีความชื้นหลงเหลือติดกระดาษรองอบหรือกระดาษชำระสำหรับงานครัว แต่ต้องคอยระวังไม่ให้ผลไม้ไหม้ด้วย ทั้งนี้เวลาและความร้อนที่ใช้ไมโครเวฟนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของไมโครเวฟและชนิดของผลไม้ เช่น หากวัตถุดิบเป็นกล้วยก็ใช้ความร้อน 300 วัตต์ ครั้งละ 2 นาที และเปลี่ยนกระดาษรองอบประมาณ 3  ครั้ง เป็นต้น

ผลไม้แห้งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของอาหารในการคงความสวยหล่อและรูปร่างที่ดีไว้ อย่างไรก็ดี ผลไม้แห้งมีน้ำตาลอยู่ในปริมาณที่สูง ดังนั้นจึงควรระวังไม่รับประทานมากจนเกินไป โดยหากรับประทานเป็นอาหารว่างก็ไม่ควรเกินวันละ 50-70 กรัม อีกทั้งหากอยากให้ได้ผลดีในด้านความงามยิ่งขึ้นก็ควรรับประทานผลไม้แห้งไปพร้อมกับโยเกิร์ตหรือถั่วต่างๆ ในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ    UFABET เว็บตรง

ทำได้เอง “นิคุมังหรือซาลาเปาญี่ปุ่น” รสชาติอร่อยไม่แพ้ร้านค้า

นิคุมัง (肉まん) หรือซาลาเปาญี่ปุ่นเป็นอาหารว่างที่คนญี่ปุ่นทุกเพศวัยชื่นชอบมาก ในญี่ปุ่นสามารถหาซื้อนิคุมังได้ทั่วไปตามร้านจำหน่ายอาหารจีน ซุปเปอร์มาเก็ต และร้านสะดวกซื้อ ในยามหนาวนิคุมังอุ่นอร่อยๆ เป็นอีกหนึ่งของว่างที่สร้างความสุขให้แก่คนญี่ปุ่น มารู้วิธีการทำนิคุมังที่มีแป้งนุ่มไส้อร่อยไม่แพ้ที่ซื้อมาจากร้านค้าญี่ปุ่นกันค่ะ

วิธีการทำนิคุมัง

วัตถุดิบ

แป้งซาลาเปา

  • แป้งทำขนมปัง 50 กรัม
  • แป้งสาลีเอนกประสงค์ 150 กรัม
  • ยีสต์ 1/2 ช้อนโต๊ะ หรือ 5 กรัม
  • เบกกิ้งพาวเดอร์หรือผงฟู 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 30 กรัม
  • น้ำมัน 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ เล็กน้อย
  • น้ำอุ่น 100-110 มิลลิลิตร

ไส้ซาลาเปา

  • เนื้อหมูติดมันเล็กน้อย 150-200 กรัม (สับละเอียด)
  • หอมใหญ่ 1/2 หัว (หั่นละเอียด)
  • กระเทียม 1 กลีบ (สับละเอียด)
  • เกร็ดขนมปัง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุหรือซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1/2 ช้อนโต๊
  • แป้งมันฝรั่งหรือแป้งมันสำปะหลัง 1/2 ช้อนโต๊
  • สาเกปรุงอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทย เล็กน้อย
  • หน่อไม้หรือเห็ดหอม 50 กรัม (ทางเลือก)

วิธีการทำ

1. เตรียมแป้งซาละเปาโดยใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในภาชนะ เติมน้ำอุ่นลงไป ใช้มือนวดให้เข้ากัน แล้วพักแป้งที่อุณหภูมิห้องโดยใช้พลาสติกแรปปิดและวางไว้ประมาณ 20-30 นาที

2. เตรียมส่วนผสมของไส้ซาลาเปา โดยเติมส่วนผสมทั้งหมดลงไปภาชนะ ใช้มือคลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลม 8 ก้อน

3. เมื่อครบเวลาแล้วก็นำแป้งที่วางพักไว้มาหั่นเป็น 8 ชิ้น ใช้ไม้คลึงแป้งให้เป็นแผ่นบางมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12-15 เซนติเมตร จากนั้นนำไส้หมูที่ปั้นไว้วางบนแผ่นแป้งแล้วพับจีบตามรูป

 

4. วางพักแป้งไว้อีก 10-15 นาที แล้วจึงนำไปนึ่งด้วยไฟกลางเป็นเวลาประมาณ 20 นาที  ก็จะได้ซาลาเปาญี่ปุ่นร้อนๆ เนื้อแป้งนุ่มไส้อร่อย

ซาลาเปาร้อนสร้างความสุขและความอร่อยให้แก่สมาชิกในครอบครัวมากโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศหนาวหรือฝนตก หรือเตรียมเป็นมื้อเช้าที่อร่อย วิธีการทำไม่ยากเลยแต่รสชาติอร่อยไม่แพ้ซื้อจากร้านอาหารค่ะ        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

คนญี่ปุ่นเคยใช้น้ำปลาในการทำอาหารมากน้อยแค่ไหน?!

น้ำปลาถือเป็นเครื่องปรุงของไทยที่เป็นที่รู้จักในหมู่คนญี่ปุ่นจนมีการเรียกแบบทับศัพท์ว่า ナンプラー (nampura-) คนญี่ปุ่นที่ชื่นชอบอาหารไทยมักจะรู้จักเครื่องปรุงชนิดนี้กันดี แต่เขาจะเคยใช้น้ำปลาในการทำอาหารกันบ้างหรือเปล่านะ ?

เว็บไซต์ sirabee ได้จัดทำแบบสำรวจหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศจำนวน 1,000 คนในช่วงวัย 10-60 ปี เกี่ยวกับประสบการณ์ในการใช้น้ำปลาทำอาหาร ผลคือมีเพียง 23.8% ที่ตอบว่าเคยใช้ หรือประมาณ 1 ใน 4 คนเท่านั้น!

น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงที่ได้จากการหมักปลากับเกลือให้มีกลิ่นและรสชาติเค็ม แม้กลิ่นจะค่อนข้างแรงแต่ก็เป็นส่วนผสมที่ช่วยให้อาหารมีรสชาติเข้มข้นและกลมกล่อม แต่ด้วยความที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว ทำให้มีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่มากนักที่จะคุ้นเคยกับการทานอาหารที่มีน้ำปลา บางคนอาจจะรู้สึกว่ากลิ่นแรงเกินไปตามแต่รสนิยมของบุคคล จึงไม่แปลกใจที่จะมีคนญี่ปุ่นจำนวนน้อยที่เคยใช้น้ำปลา

น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสที่พูดได้เลยว่าขาดไม่ได้เมื่อทำอาหารไทย (หรืออาหารอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) แต่มีโอกาสน้อยที่จะถูกนำไปใช้ในอาหารญี่ปุ่น จำนวนคนที่เคยใช้น้ำปลาจึงน้อยตามไปด้วย อีกทั้งคนญี่ปุ่นบางคนที่ซื้อน้ำปลามาหมายจะทำอาหารไทยทานเอง ก็ใช่ว่าจะทำทานบ่อย ๆ อาจจะซื้อมาเพื่อทำแค่ครั้งสองครั้ง จากนั้นก็ไม่ได้ใช้อีกเลยก็มี

 

อย่างชายวัย 20 ที่ซื้อน้ำปลามาทำอาหารทานเองได้ให้สัมภาษณ์ว่าเคยใช้น้ำปลาแค่ครั้งเดียว ตอนทำนาซีโกเร็งทานเองที่บ้านก็ทำออกมาได้อร่อย แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ใช้น้ำปลาอีกเลยเนื่องจากปกติไม่ได้ใช้น้ำปลาในการทำอาหาร

ถึงแม้ว่าปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะไม่ได้ใช้น้ำปลาทำอาหาร แต่ในโซเชียลก็มีการแจกสูตรอาหารที่ใช้น้ำปลากันมากมายหลายเมนูสำหรับคนที่ชื่นชอบ อย่างเช่นเคล็ดลับเพิ่มความอร่อยให้กับซุปมิโสะด้วยการเหยาะน้ำปลาสัก 2-3 หยด จะช่วยให้รสชาติเข้มข้นขึ้น หรือเมนูฟิวชันต่าง ๆ เช่น กะเพราอินาริ ผัดไทยเส้นอุด้ง โซเม็งแกงเขียวหวาน ทุกเมนูล้วนใช้น้ำปลาเป็นส่วนผสม ทำให้คนญี่ปุ่นมีโอกาสใช้น้ำปลาและคิดค้นเมนูใหม่ ๆ ที่ผสมผสานความเป็นไทยกับญี่ปุ่นเข้าด้วยกันอย่างน่าเอร็ดอร่อย          UFABET เว็บตรง

 

 

“น้ำแข็งย้อย Misotsuchi no Tsurara” ความอลังการของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อยากให้ไปสัมผัส

น้ำแข็งย้อย Misotsuchi no Tsurara หนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์แห่งความงามในฤดูหนาวของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเขาลึกของเมืองจิจิบุ จังหวัดไซตามะ ผาน้ำตกที่เรียงรายไปด้วยแท่งน้ำแข็งย้อยมากมายทับซ้อนกันจนกลายเป็นประติมากรรมที่งดงามสร้างขึ้นโดยธรรมชาติที่มีความสูง 10 เมตร กว้าง 30 เมตร พร้อมทั้งแท่งน้ำย้อยที่สร้างขึ้นมาในความกว้าง 50 เมตร รวมเป็นความงดงามที่ยิ่งใหญ่อลังการในฤดูหนาวนี้

ปรากฏการณ์น้ำแข็งย้อยนี้มีขึ้นระหว่างเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และยังเปิดแสดงไฟให้ได้ชมน้ำแข็งย้อยที่เต็มไปด้วยพลังและความโรแมนติกอีกด้วย

น้ำแข็งย้อย Misotsuchi no Tsurara ในยามค่ำคืน

ยิ่งอากาศหนาวเท่าไร น้ำแข็งย้อยนี้ก็ยิ่งดูอลังการและมองเห็นได้ชัดมาก ช่วงเวลานี้น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการเดินทางไปดูน้ำแข็งย้อยนี้อย่างมาก เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

บริเวณน้ำแข็งย้อยนี้มีร้านคาเฟ่และร้านค้าตั้งอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่หลบหนาวเลยค่ะ มีค่าช่วยบำรุงรักษาสถานที่ 200 เยน ซึ่งน้ำแข็งย้อยเปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม ไปจนถึง 18 กุมภาพันธ์ ส่วนการแสงไฟในเวลากลางคืนเปิดให้ชมตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมไปจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้

รายละเอียด
ที่อยู่:4066-2 Otaki,Chichibushi,Saitama
ช่วงที่เปิดให้เข้าชม:7 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์ 2018
ช่วงแสดงไฟ:13 มกราคมไป – 12 กุมภาพันธ์ 2018
เวลา :8.00-17.00 น. / ช่วงแสดงไฟ วันจันทร์-ศุกร์ ถึง 19.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ถึง 21.00 น.
ค่าช่วยบำรุงรักษาสถานที่ :200 เยน
ค่าที่จอดรถ:500 เยน
เช็คสภาพของน้ำแข็งย้อยได้ที่เว็บไซต์  navi.city

 

น้ำแข็งย้อย Misotsuchi no Tsurara ความอลังการของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อยากให้ลองไปสัมผัสสักครั้งด้วยตัวคุณเอง    สล็อตเว็บตรง

ราเมงสุดพิถีพิถันที่จะเริ่มทำเส้นหลังจากรับออเดอร์เท่านั้น!!

“ราเมง” เมนูอาหารญี่ปุ่นในดวงใจของใครหลายคน บางคนหลงใหลในรสชาติของน้ำซุป บางคนก็อาจจะติดใจในเครื่องท็อปปิ้งต่างๆ แต่สำหรับที่ร้าน “Menya Shichisai” (麺や 七彩) แห่งนี้เขาพิถีพิถันกับเรื่องเส้นเป็นที่สุด เพราะร้านนี้จะทำเส้นขึ้นมาแบบสดๆใหม่ๆหลังจากรับออเดอร์เท่านั้น เพื่อให้คนรักราเมงได้สัมผัสกับความอร่อยในแบบที่ไม่อาจจะหาได้ถ้าไม่ใช่เส้นทำเสร็จใหม่ๆเท่านั้น

ร้านราเมงที่ใช้เส้นแบบโฮมเมด ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นราเมงที่นวดและทำไว้ก่อนหน้า 1 วัน แล้วพอได้รับออเดอร์ก็จะนำเส้นดังกล่าวมาลวกเสิร์ฟลงในน้ำซุปนั่นเอง แต่ที่ร้าน Shichisai แห่งนี้จะนวดและตัดเส้นราเมงกันสดๆใหม่ๆหลังจากรับออเดอร์เท่านั้น

 

ถึงแม้จะดูเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก แต่ตั้งแต่นวดเส้นจนถึงเสิร์ฟราเมงอร่อยๆที่โต๊ะของคุณ ใช้เวลารวมทั้งสิ้นไม่ถึง 10 นาที ด้วยความชำนาญของเชฟราเมงมืออาชีพ เพื่อให้เส้นราเมงของทุกชามถูกทำขึ้นมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

เมื่อลองลิ้มชิมรสเส้นราเมงที่เพิ่งทำสดใหม่ๆ ก็จะสามารถสัมผัสถึงความสดใหม่ของเส้นได้ทันที ความเหนียวนุ่มแต่สูดเข้าปากได้อย่างลื่นและง่าย ทำให้ได้รสสัผมัสที่น่าประทับใจทุกครั้งที่เคี้ยว ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเส้นราเมงของทางร้าน ความหวานของแป้งสาลีที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพราะเพิ่งถูกนวดหลังจากรับออเดอร์ ยิ่งช่วยส่งให้รสชาติของราเมงมีมิติมากขึ้นอีกด้วย

น้ำซุปราเมงที่นี่เป็นน้ำซุปโชยุ รสชาติกลมกล่อมไม่เข้นข้นจนรู้สึกหนัก เคี่ยวจากไก่, สาหร่ายคอมบุ, ปลาคัตซึโอะส่งกลิ่นหอมและรสชาติอันกลมกล่อม  UFABET เว็บตรง

Fujii ซังที่เป็นเจ้าของร้านยังเน้นถึงความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้าทุกคนได้สัมผัสถึงรสชาติความอร่อยของราเมงในแบบที่จะหาทานที่ไหนไม่ได้ถ้าหากไม่ใช่เส้นที่ทำแบบสดๆใหม่ๆเท่านั้น แถมเส้นราเมงของที่นี่จะมีขั้นตอนวิธีการทำที่ไม่เหมือนที่อื่น ซึ่งเจ้าของร้านเปิดเผยว่าเป็นขั้นตอนที่จะไม่ทำให้เส้นสูญเสียรสชาติความหอมหวานของแป้งสาลีไป

 

 

เป็นไงบ้างคะสำหรับเมนูราเมงแบบเส้นทำสดใหม่สุดพิถีพิถันที่เรานำมาแนะนำในครั้งนี้ ถือว่าเป็นราเมงที่ไม่ใช่แค่การได้ลิ้มรสกับความอร่อยเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นในการเสิร์ฟราเมงชั้นยอดจากฝีมือของเชฟผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย ใครที่มีโอกาสแวะไปแถวย่านฮัตโจโบริ อย่าลืมแวะไปที่ร้าน Shichisai กันดูนะคะ